วันนี้รถเราได้ป้ายขาวแล้วลา ทะเบียน ญณ.. เหมาะเจาะกับหญิงไทยหัวใจใฝ่พระธรรมอย่างเรามากมาย โอมมม เท็มบุ โฮริงงง ต่อด้วย เท็มมะ โคฟุคุ!! ย้ากกกกกกกกก 55555+
ที่จริงตัวเป็นๆของเราวันนี้ไปเยี่ยมเพื่อนที่เพิ่งไปผ่าตัดกระดูกที่หลังมา จากนั้นก็ชะแวบเข้าออฟฟิซตอนบ่ายแก่ๆ ส่วนทะเบียนรถนั้นพ่อเราไปรับมาให้แล ช่วงนี้รู้สึกว่าทะเบียนรถที่ออกมาอยู่ในหมวด ญ เพราะเราก็ไปได้ยินกระแสแถวที่ทำงานอยู่เหมือนกัน เช่นว่า เป็นผู้ชายดันได้ทะเบียน ญญ หรือผู้หญิงที่ได้ ญฒ หรือ ญค แต่ฮาสุดคือถ้าออก ญส มา น่าจะขายดีทั้งหญิงชาย
เราเพิ่งไปหัดขับรถจริงจังเมื่อปลายปีนี้เอง เนื่องจากได้รับแรงผลักดันมาจากทั้งคนรอบข้าง รวมทั้งตัวเราเอง ก่อนหน้านี้ขาไปบริษัทเราจะนั่งแท็กซี่ ซึ่งปกติไม่เราก็คุณโชเฟอร์จะเริ่มชวนเม้าท์กันจนถึงจุดหมายทุกที มีคุณลุงโชเฟอร์คนนึงถามถึงอายุเรา ขับรถเป็นหรือเปล่า เราก็บอกแกไปตามตรง ตอนนั้นแกยังบอกว่าอีกถ้าคิดจะขับก็รีบหัดซะ เดี๋ยวจะแก่เกิน 55 ส่วนขากลับบ้านเพื่อเป็นการเฉลี่ยต้นทุน เราจะนั่งรถตู้บริษัทไปต่อรถไฟฟ้า แล้วมาลงรถใต้ดินทีสถานีอโศก จากนั้นก็ต่อรถเมล์ถึงปากซอย ตามด้วยมอเตอร์ไซด์ถึงบ้าน.. ก็มีวันนึงน้าวินมอร์เตอร์ไซด์ที่เราพึ่งพาอาศัยมาตั้งแต่สมัยสะพายเป้ใส่คอซองพูดกับเราว่าไปซื้อรถขับได้แล้ว จะแจ๊สหรือยาริสก็ตามแต่... อ่า ตอนนั้นแอบช็อคเล็กน้อย อารมณ์ว่าน้าไม่อยากได้เงิน 10 บาทของหนูแล้วเหรอ 55+ บอกตามตรงว่าขากลับบ้านถึงตอนนี้ก็ยังไม่ชินเพราะหลายต่อเหลือเกิน โดยเฉพาะช่วงต่อรถเมล์จากรถใต้ดินถึงปากซอยบ้านก็ปาเข้าไปเกือบร้อยซอย ยิ่งวันไหนฝนตกน้ำท่วมถนนแถวบ้านเรางี้ไม่ต้องพูดถึงเลย กลับบ้านใช้เวลา2-3 ชม.นี้เรื่องปกติ อ๊ะ แต่แปลกนะ เราจะรู้สึกเหนื่อยเฉพาะวันทำงาน อย่างเสาร์อาทิตย์ถ้าออกไปแถวกลางเมืองก็ต้องกลับเส้นประมาณนี้แต่ก็ไม่ไม่ยักกะเหนื่อยแฮะ
ย้อนกลับมาขาที่นั่งแท็กซี่ไปออฟฟิซติ๊ดนึง แบบว่าก็ใช่ว่าจะสบายไปทุกวัน วันไหนฝนตกตอนเช้าแล้วมองหาคันที่ขึ้นไฟคำว่าว่างสีแดงงี้ยากสุดๆ แล้วก็จะมีพวกชอบตัดหน้าแซงคิว เรายืนรออยู่ก่อนตั้งนาน พี่แกมาถึงตัดหน้าเราเฉยเรย บางวันรอเกือบชั่วโมงยังเคย ส่วนวันไหนรถว่างอากาศดี ก็ใช่ว่าจะสบายอีก เนื่องจากเส้นทางไปออฟฟิซเราต้องฝ่าถนนติดอันดับยอดรถติด บางทีเราโดนปฏิเสธ 5-6 คันติดๆ กัน... ก็นะ เราเคยไปสายจนโดนแมเนเจอร์ชาวต่างชาติส่งเมลล์มาตักเตือน อ่า ตอนที่เราได้เมลล์นั่นแบบว่ายังอารมณ์ค้างตอนขามาออฟฟิซล่ะมั้ง เลยเมลล์ตอบสั้นๆ.. แต่กวน.. ตอกกลับไป อือมม ตอนนั้นรู้สึกว่าเราเลยกลายเป็นทอล์ค ออฟ เดอะ ฟลอร์ ไปทีเดียว ถึงขนาดรุ่นพี่ที่ลาไปเรียนหนังสือเมืองนอกยังรู้ข่าวแทบจะทันที.. ทำไปได้นะตรู
มีช่วงนึงเราก็หนีรถติดขากลับบ้านไปนั่งเรือด่วนคลองแสนแสบ ใช้เวลาครึ่งชั่วโมงเท่านั้นก็จะมาโผล่ห้างแถวบ้าน แต่... เรามีเรื่องจะโม้เกี่ยวกับเรือด่วนมากมาย ช่วงเย็นๆ ขอบอกว่าเรือจะแน่นมากกก เรื่องที่นั่งอย่าหวัง แค่ว่าถ้าลองยกขาขึ้นมาจากพื่นของตัวเรือแล้วคุณต้องยืนขาเดียวไปอีกพักใหญ่เพราะไม่สามารถหาพื้นที่ให้เท้ากลับมายันพื่นเหมือนเดิมได้ เสียวสุดก็โมเมนต์ตอนก้าวขึ้นจากโป๊ะไปเหยียบที่แคมเรือ ทรงตัวอยู่ตรงแคมเรือหนึ่งอึดใจ จากนั้นก็ต้องแทรกตัวเข้าไปในตัวเรือที่เนืองแน่นด้วยพี่น้องชาวกทม.ให้ได้นั่นล่ะ ปกติเรือเค้าจะจอดเทียบท่าแค่ไม่กี่วินาที แถมยังห่างจากโป๊ะเป็นฟุต(อัพ) แล้วฝูงชนก็จะกรูเข้าไป ปล่อยให้เรายืนกล้าๆ กลัวๆ อยู่ริมฝั่งนั่นลา บางวันคนเยอะมาก เรือมาตั้งสิบกว่าลำเรายังเอาตัวเข้าไปอยู่ในเรือไม่ได้ ตอนนั้นค่าโดยสาร 14 บาท ตอนจ่ายเงินจะมีพนักงานใส่เสื่อน้ำเงินเดินเลียบตามแคมเรือ แล้วผู้โดยสารอย่างเราก็ต้องเอามือแหวกฝูงชนเอาเงินให้พี่พนักงาน มีวันนึงเราเอาเงินให้เค้าไม่ทัน เลยกะว่าจะให้ตอนขึ้นฝั่งแล้ว ขาขึ้นฝั่งก็ต้องตะเกียกตะกายอีก แคมเรือก็สูง ต้องระวังไม่ให้ยกท่อนขาไปพาดบนแคมผิดจังหวะ ไม่งั้นเส้นได้พลิก ส่วนใหญ่เราก็จะได้ขึ้นฝั่งคนท้ายๆ อีกนั่นล่ะ พี่พนักงานเสื่อน้ำเงินต้องช่วยฉุดกระชากด้วยในบางที แถมตอนขึ้นบกหลังจากยืนเกร็งบนเรือก็มักจะศูนย์ไม่ดี แล้ววันนั้นส้นรองเท้าเราดันไปเหยียบติดรูบนพื้นโป๊ะ เล่นเอาหน้าคว่ำเลยทีเดียว พอลุกขึ้นได้จะเอาเงินให้เค้า เรือก็ออกไปแล้ว แต่พี่เสื่อน้ำเงินกลับหันมาตะโกนว่า "ไม่เป็นไรคร้าบบบบ" เค้าโบกมือให้เล็กน้อยแล้วจากไป.. โอ้ ตอนนี้เราได้แต่ซึ้งน้ำใจเพื่อนคนไทยด้วยกัน
สุดท้ายที่เราตัดสินใจเลิกใช้บริการเรือด่วนคลองแสนแสบโดยสิ้นเชิงก็ตอนที่ไปได้ยินข่าวว่ามีพระสงฆ์สะดุดชุดจีวรตอนจังหวะขึ้นจากเรือแล้วตกลงไปในน้ำ หลายชั่วโมงต่อมาก็ยังไม่มีค้นหาร่างของท่านเจอ ข่าวบอกว่าสิ่งที่ชุดนักประดาน้ำงมเจอใต้คลองมีแต่เศษซากปรักซักพัง ทำให้ยากต่อการค้นหา หลังจากได้ยินข่าวนั้นเราก็หันมาพึ่งพา ขสมก. เหมือนเดิม
แต่ตัวจุดประกายให้เรารีบไปจับพวงมาลัยจริงๆ น่ะ คือไอ้ตุ๊ก (แมวตัวที่ในรูปดิสเพลล์ตัวนั้นแล) คือเมื่อปีที่แล้ว ไอ้ตุ๊กมันดันไปโดนเหมียวตัวอื่นกัดมา เป็นแผลที่เท้าหลัง แล้วพ่อเราก็เอามันไปให้หมอแมวแถวบ้านดู หมอบอกว่าต้องพามันมาเปลี่ยนผ้าทำแผลให้มันทุกวัน ไม่งั้นก็ต้องฝากมันไว้กับหมอ.. ตอนนั้นที่บ้านก็ไม่มีใครว่างไปรับไปส่งมันทุกวัน เลยต้องเอามันทิ้งไว้ที่ร้าน อยู่ร้านหมอได้เกือบอาทิตย์ แผลมันก็หายสนิท ตอนรับมันกลับมาก็ดูมันแข็งแรงร่าเริงมาก แต่เย็นวันนั้นเอง อาการมันแปลกๆ มันจามบ่อยมาก แล้วน้ำมูกก็ไหลเป็นสายเลย (เพิ่งเคยเห็นน้ำมูกแมวก็คราวนี้ล่ะ) เราพามันกลับไปให้หมอดูอีกรอบ หมอบอกว่ามันติดเชื้อหวัด คืออาการมันดูแย่มากอ่ะ ช่วงนั้นเราเลยไปหาข้อมูลเกี่ยวกับหวัดแมว รวมทั้งว่ามันติดมาได้ยังไง... แล้ว... เราก็ได้รู้ถึงสิ่งที่เราทำพลาดไป... นั่นคือว่า การที่เอาแมวแก่ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนไปทิ้งไว้ในสถานที่ที่เป็นแหล่งรวมของสัตว์ป่วยอย่างเช่นโรงพยาบาลสัตว์.. เป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่ง ทั้งชีวิตกว่าสิบปีของไอ้ตุ๊กมันอยู่แต่ในบริเวรบ้านและไม่เคยได้รับวัคซีนอื่นนอกจากวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า แล้วมันก็ไปคลุกคลีกับสัตว์ป่วยอีกเกือบ 1 สัปดาห์... สุดท้ายมันก็ไม่รอด สิ่งที่เราเสียใจคือถ้าเรารู้ว่ามันจะเป็นอย่างนี้ ถ้าตอนนั้นเราเองสามารถไปรับไปส่งมันทุกวัน โดยที่ไม่ต้องทิ้งมันไว้ที่ร้านหมอ มันอาจจะอยู่เล่นกับเราต่อได้นานกว่านี้... ตอนนั้นเราเสียใจมากมาย และนั่นแหละที่เราเอารถพ่อมาหัดขับ แล้วช่วงหยุดยาวปลายปีที่แล้วเราก็ไปเรียนที่โรงเรียนแบบเป็นเรื่องเป็นราว นั่นแหละที่มา ทำไมพูดเรื่องขับรถอยู่ถึงกลายเป็นเรื่องแมวได้เนี่ย แต่ไม่ต้องห่วงนะทุกคน ตอนนี้เราทำใจเรื่องไอ้ตุ๊กได้แล้วล่ะ มันเพียงแค่ขอนอนเพิ่มขึ้นวันละ 4 ชั่วโมง... จาก 20 ชั่วโมงเป็น 24 ชั่วโมงเท่านั้นเอง..
คนที่นานๆ ทีเขียนไดอะรี่ก็มีเรื่องพล่ามไม่หยุดแบบนี้แหละ เป็นเรื่องราวส่วนหนึ่งของช่วงที่หายหน้าหายตาไปนะค้า แต่เรื่องรถติดก็ยังเป็นปัญหาโลกแตก แค่ว่าคุณภาพชีวิตอาจจะดีขึ้น วันก่อนโดนหัวหน้าเหน็บนิดหน่อยว่าขับรถแล้วจะมาเช้าขึ้นใช่มั้ย อ่านะ ถ้าหนูหาเงินได้มากกว่านี้จะซื้อคอนโดข้างออฟฟิซมันซะเรยย จะได้ไม่ต้องเดินทาง 5555+ พรุ่งนี้ต้องทำงานแต่เช้า แบบว่าช่วงโกลด์เด้นวีคญี่ปุ่นบริษัทเค้าเลยเอาใจพี่ยุ่นโดยการเลื่อนวันทำงานออกมา ต้องรีบเข้านอนแล้ววว